กันยายน 9, 2026

หมาคลอดลูก วิธีเตรียมตัว เฝ้าคลอด และดูแลแม่สุนัขกับลูกอย่างปลอดภัย

การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ

หมาคลอดลูก วิธีเตรียมตัว เฝ้าคลอด และดูแลแม่สุนัขกับลูกอย่างปลอดภัย


เมื่อสุนัขใกล้คลอด ควรเตรียมกล่องคลอดที่สงบและอบอุ่นล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ โดยสังเกตอาการใกล้คลอดได้จากอุณหภูมิร่างกายลดลง กระสับกระส่าย และหอบ ระหว่างคลอดควรเฝ้าสังเกตและบันทึกเวลาของลูกแต่ละตัวอย่างห่างๆ ไม่ควรช่วยดึงลูกโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม หากแม่สุนัขไม่ฉีกถุงน้ำคร่ำ เจ้าของต้องช่วยฉีก ลอกเยื่อหุ้มออก และเช็ดตัวลูกหมาให้แห้งทันทีเพื่อกระตุ้นการหายใจ และหากเกิดภาวะคลอดยาก เช่น เบ่งแรงนานเกิน 1-2 ชั่วโมงแต่ไม่มีลูกออกมา มีลูกติดที่ช่องคลอด เลือดออกมาก อ่อนแรง หรือสงสัยว่ามีลูกค้างอยู่ ควรรีบพาพบสัตวแพทย์ทันที

สารบัญเนื้อหา

สุนัขตั้งท้องนานกี่วัน

สุนัขมีระยะเวลาตั้งท้องโดยเฉลี่ยประมาณ 2 เดือน (หรือราวๆ 58–68 วัน) ทั้งนี้กำหนดวันคลอดจริงอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากวันที่เจ้าของพาน้องไปผสมพันธุ์อาจไม่ตรงกับวันที่ไข่เกิดการปฏิสนธิจริง

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • พาแม่สุนัขไปตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ระหว่างตั้งท้อง เพื่อประเมินความพร้อมและดูแลสุขภาพของทั้งแม่และลูกในครรภ์
  • เอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์เพื่อตรวจนับจำนวนลูกสุนัขโดยประมาณ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้เจ้าของสังเกตและเช็กได้ง่ายขึ้นว่าในวันคลอดจริง แม่สุนัขคลอดลูกออกมาครบถ้วนแล้วหรือยัง

อาการหมาใกล้คลอด

ก่อนคลอด แม่สุนัขมักมีพฤติกรรมและร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยอาการที่อาจพบ ได้แก่

  • กระวนกระวาย เดินวน หรือคุ้ยที่นอน
  • หาที่เงียบหรือเริ่มทำรัง
  • หอบ ตัวสั่น หรือเลียอวัยวะเพศบ่อย
  • เบื่ออาหารหรือกินอาหารน้อยลง
  • เต้านมขยายและอาจเริ่มมีน้ำนม
  • อุณหภูมิร่างกายอาจลดลงก่อนเข้าสู่ระยะคลอด

อาการแต่ละอย่างไม่สามารถยืนยันเวลาคลอดได้อย่างแน่นอน จึงควรสังเกตร่วมกันและเตรียมพื้นที่คลอดไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนหมาคลอดลูก

ควรจัดกล่องคลอดไว้ในบริเวณที่เงียบ สะอาด อากาศถ่ายเท และไม่มีลมโกรก กล่องต้องมีพื้นที่เพียงพอให้แม่สุนัขนอนตะแคงและให้นมลูกได้สะดวก

อุปกรณ์ที่ควรเตรียม ได้แก่

  • ผ้าสะอาดหลายผืน
  • แผ่นรองซับ
  • ถุงมือสะอาด
  • เครื่องชั่งดิจิทัล
  • เทอร์โมมิเตอร์
  • อุปกรณ์ให้ความอบอุ่นที่ควบคุมได้
  • สมุดหรือโทรศัพท์สำหรับบันทึกเวลา
  • กล่องสำหรับเคลื่อนย้ายแม่และลูก
  • เบอร์โทรสัตวแพทย์หรือโรงพยาบาลสัตว์ฉุกเฉิน

ควรให้แม่สุนัขคุ้นเคยกับกล่องคลอดก่อนถึงกำหนด เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยและลดความเครียด

ขั้นตอนการคลอดลูกของสุนัข

กระบวนการคลอดแบ่งได้เป็น 3 ระยะหลัก

ระยะที่ 1 เตรียมเข้าสู่การคลอด

ปากมดลูกเริ่มเปิดและมดลูกเริ่มหดตัว แม่สุนัขอาจหอบ กระวนกระวาย ทำรัง ไม่กินอาหาร หรือต้องการอยู่ใกล้เจ้าของ แต่ยังไม่เห็นการเบ่งหน้าท้องอย่างชัดเจน

ระยะที่ 2 เบ่งและคลอดลูกสุนัข

แม่สุนัขจะเริ่มเกร็งหน้าท้องและเบ่ง ลูกสุนัขอาจคลอดออกมาโดยเอาศีรษะหรือส่วนท้ายออกมาก่อนก็ได้ โดยเมื่อหลังลูกออกมา แม่สุนัขมักจะฉีกถุงน้ำคร่ำ เลียตัวลูก และกัดสายสะดือเอง เจ้าของควรเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ และบันทึกเวลาที่ลูกแต่ละตัวคลอด

ระยะที่ 3 ขับรก

รกอาจออกตามหลังลูกแต่ละตัว หรืออาจออกหลังจากลูกหลายตัวคลอดแล้ว แม่สุนัขสามารถกินรกได้ตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรปล่อยให้กินจำนวนมาก เพราะอาจทำให้อาเจียนหรือท้องเสีย ควรจดจำนวนลูกและรกเท่าที่สังเกตได้ หากสงสัยว่ารกหรือลูกยังค้างอยู่ ควรให้สัตวแพทย์ตรวจ

ลูกหมาออกห่างกันนานแค่ไหน

ช่วงเวลาระหว่างลูกแต่ละตัวแตกต่างกันได้ แม่สุนัขบางตัวอาจพัก เลียลูก หรือให้นมก่อนเริ่มเบ่งลูกตัวถัดไป

ควรพิจารณาร่วมกับอาการของแม่ ดังนี้

อาการที่พบ แนวทาง
แม่สุนัขพักอย่างสงบ ดูแลลูก และไม่เบ่งแรง เฝ้าดูและบันทึกเวลา
เบ่งแรงต่อเนื่องแต่ไม่มีลูกออก ติดต่อสัตวแพทย์
หยุดคลอดนานและสงสัยว่ายังมีลูก โทรปรึกษาสัตวแพทย์
มีลูกหรือถุงน้ำค้างที่ช่องคลอด พาไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที
แม่สุนัขอ่อนแรงหรือมีเลือดออกมาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน

ไม่ควรตัดสินจากเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะต้องดูความแรงของการเบ่ง จำนวนลูก และสภาพของแม่สุนัขร่วมกัน

เจ้าของควรช่วยหมาคลอดลูกอย่างไร

หากแม่สุนัขสามารถฉีกถุงน้ำคร่ำ เลียลูก และดูแลลูกได้เอง ควรปล่อยให้แม่จัดการตามธรรมชาติ เจ้าของมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ให้สงบ เปลี่ยนผ้าที่เปียก และตรวจว่าลูกหายใจได้

กรณีที่ต้องเข้าช่วยเหลือเร่งด่วน:

  • หากแม่สุนัขไม่ยอมฉีกถุงน้ำคร่ำ: ให้เจ้าของรีบฉีกถุงหุ้มตรงบริเวณใบหน้าลูกสุนัขอย่างระมัดระวัง เช็ดของเหลวออกจากจมูกและปาก จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดและถูตัวลูกหมาให้แห้งทันทีเพื่อกระตุ้นการหายใจ

ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้

  • ดึงหรือบิดตัวลูกสุนัขอย่างรุนแรง
  • สอดมือหรืออุปกรณ์เข้าไปในช่องคลอด
  • กดหรือนวดท้องแม่แรง ๆ
  • ให้ยาเร่งคลอดหรือแคลเซียมเอง
  • เหวี่ยงลูกสุนัขเพื่อขับของเหลว
  • รอดูอาการต่อเมื่อแม่เริ่มหมดแรง

สัญญาณหมาคลอดยาก

ภาวะคลอดยากอาจเกิดจากมดลูกบีบตัวไม่เพียงพอ ลูกตัวใหญ่ ลูกอยู่ผิดท่า หรือแม่สุนัขมีโครงสร้างที่ทำให้คลอดยาก

ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์เมื่อพบอาการต่อไปนี้

  • แม่สุนัขเบ่งแรงแต่ไม่มีลูกออก
  • เห็นลูกติดค้างบริเวณช่องคลอด
  • มีเลือดออกมากหรือสารคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็น
  • แม่สุนัขเจ็บปวดมาก ซึม หรืออ่อนแรง
  • คลอดหยุดลงทั้งที่ทราบว่ายังมีลูก
  • เหงือกซีด หายใจผิดปกติ หรือหมดสติ
  • มีสารคัดหลั่งผิดปกติก่อนลูกตัวแรกออก

สุนัขพันธุ์หน้าสั้น สุนัขที่เคยคลอดยาก แม่สุนัขอายุมาก หรือครรภ์ที่มีลูกตัวใหญ่ ควรได้รับการติดตามจากสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด

การดูแลลูกสุนัขหลังคลอด

หลังคลอดเสร็จสิ้น ควรตรวจเช็กให้แน่ใจว่าลูกสุนัขทุกตัวหายใจ เคลื่อนไหว และได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ จากนั้นรีบนำลูกสุนัขไปดูดนมแม่โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ได้รับนมน้ำที่เป็นแหล่งพลังงานและภูมิคุ้มกันสำคัญในช่วงแรกเกิด

สิ่งที่ต้องทำสำหรับลูกสุนัข

  • ดูแลความอบอุ่น: เช็ดตัวลูกสุนัขให้แห้งทันที และรักษาอุณหภูมิบริเวณกล่องคลอดให้อบอุ่นอยู่เสมอ
  • ช่วยจัดท่ากินนม: จับลูกสุนัขเข้าใกล้หัวนมแม่เพื่อให้ดูดนมได้สะดวก
  • บันทึกการเติบโต: ชั่งและบันทึกน้ำหนักของลูกสุนัขทุกวันเพื่อติดตามพัฒนาการ
  • เฝ้าระวังอาการ: สังเกตการร้อง การดูดนม และการเคลื่อนไหว หากพบตัวที่อ่อนแรง แยกไม่ออกมาดูดนม ควรแยกออกเพื่อพาไปพบสัตวแพทย์
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้นมวัวเลี้ยงลูกสุนัขเด็ดขาด หากแม่สุนัขไม่มีน้ำนม ให้ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อใช้นมทดแทนที่เหมาะสม

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีดูแลลูกสุนัขเพิ่งคลอด เพื่อดูแลเรื่องความอบอุ่น การกินนม และการเจริญเติบโตในช่วงแรก

หมาคลอดลูก วิธีเตรียมตัว เฝ้าคลอด และดูแลแม่สุนัขกับลูกอย่างปลอดภัย

การดูแลแม่สุนัขหลังคลอด

หลังคลอดควรจัดน้ำสะอาดและอาหารไว้ใกล้กล่องคลอด เพราะแม่สุนัขอาจไม่ต้องการอยู่ห่างจากลูกนาน

แนวทางดูแลแม่สุนัข ได้แก่

  • ให้อาหารที่มีสารอาหารสำหรับหมาครบถ้วนและเหมาะกับช่วงให้นม
  • แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กหลายมื้อ
  • ดูแลให้ดื่มน้ำเพียงพอ
  • ตรวจเต้านมทุกวัน
  • รักษาพื้นที่ให้สะอาดและแห้ง
  • พาออกไปขับถ่ายเป็นช่วงสั้น ๆ
  • ลดเสียงดังและผู้คนที่เข้ามารบกวน

แม่สุนัขช่วงให้นมต้องใช้พลังงานสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีลูกหลายตัว ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานเหมาะสม แต่ไม่ควรเสริมวิตามิน แร่ธาตุ หรือแคลเซียมเอง หากไม่ได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพราะการได้รับมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

อาการผิดปกติของแม่สุนัขหลังคลอด

ควรสังเกตแม่สุนัขอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังคลอด

เต้านมอักเสบ

เต้านมอาจบวม แดง ร้อน เจ็บ หรือน้ำนมเปลี่ยนสี แม่สุนัขอาจไม่ยอมให้ลูกดูดนม

มดลูกอักเสบ

อาการที่พบได้ ได้แก่ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร ไม่สนใจลูก หรือมีสารคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็น หรือ แม่สุนัขมีอาการ หมาเบื่ออาหาร ร่วมกับไข้ ซึม หรือสารคัดหลั่งผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์

ภาวะแคลเซียมต่ำหลังคลอด

แม่สุนัขอาจหอบ กระสับกระส่าย เดินแข็ง ตัวสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หรือชัก ภาวะนี้ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ห้ามให้แคลเซียมเองโดยไม่ผ่านการประเมินจากสัตวแพทย์

ควรพาแม่สุนัขและลูกไปตรวจเมื่อไร

ควรปรึกษาสัตวแพทย์หลังคลอดเพื่อประเมินว่าแม่คลอดครบและไม่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะกรณีที่คลอดยาก ใช้เวลานาน หรือไม่ทราบจำนวนลูกแน่ชัด

ควรพาไปตรวจทันทีหากพบว่า

  • แม่สุนัขมีไข้ ซึม หรือไม่ยอมกินอาหาร
  • มีเลือดออกมากหรือสารคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็น
  • เต้านมบวมแดงและเจ็บ
  • ลูกสุนัขไม่ดูดนม
  • ลูกตัวเย็น ร้องต่อเนื่อง หรืออ่อนแรง
  • น้ำหนักลูกไม่เพิ่มหรือลดลง
  • ลูกหายใจลำบาก
  • แม่ไม่ยอมรับหรือทำร้ายลูก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมาคลอดลูก

หมาคลอดลูกกี่ชั่วโมง

ระยะเวลาการคลอดขึ้นอยู่กับจำนวนลูก ขนาดตัว และสภาพของแม่สุนัข อาจมีช่วงพักระหว่างลูกได้ แต่หากแม่เบ่งแรง ลูกติด หรืออ่อนแรง ควรติดต่อสัตวแพทย์ทันที

หมาใกล้คลอดมีอาการอย่างไร

อาการที่พบได้ ได้แก่ ทำรัง กระวนกระวาย หอบ เบื่ออาหาร เลียอวัยวะเพศบ่อย เต้านมขยาย และอุณหภูมิร่างกายอาจลดลงก่อนคลอด

ต้องช่วยหมาคลอดลูกหรือไม่

โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะแม่สุนัขสามารถคลอดและดูแลลูกเอง เจ้าของควรเฝ้าสังเกต จับเวลา และช่วยเฉพาะกรณีจำเป็นภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์

หมาคลอดลูกไม่ออกต้องทำอย่างไร

ห้ามดึงลูกหรือให้ยาเร่งคลอดเอง ควรติดต่อโรงพยาบาลสัตว์ทันที โดยเฉพาะเมื่อแม่เบ่งแรง ลูกติด มีเลือดออก หรือเริ่มอ่อนแรง

แม่หมากินรกได้ไหม

แม่สุนัขสามารถกินรกได้ตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรปล่อยให้กินจำนวนมาก เพราะอาจทำให้อาเจียนหรือท้องเสีย

หลังคลอดแม่หมาควรกินอะไร

ควรให้อาหารครบถ้วนที่เหมาะกับช่วงตั้งท้องหรือให้นม มีพลังงานและโปรตีนเพียงพอ ย่อยง่าย และมีน้ำสะอาดให้ตลอดเวลา

จะรู้ได้อย่างไรว่าหมาคลอดครบแล้ว

ควรเปรียบเทียบจำนวนลูกกับผลตรวจช่วงก่อนคลอด หากไม่ทราบจำนวนลูกหรือแม่ยังเบ่งต่อ ควรให้สัตวแพทย์ตรวจเพื่อยืนยัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Merck Veterinary Manual. Whelping and Queening in Bitches and Queens.
  2. Merck Veterinary Manual. Dystocia in Small Animals.
  3. VCA Animal Hospitals. Breeding for Dog Owners: Problems at Birth.
  4. Royal Canin. Your Dog: Home Birthing and the First 48 Hours.
  5. PetMD. Dystocia and Birth Problems in Dogs.


บทความน่าสนใจ

ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญแมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? เช็กวัยติดสัดและวิธีป้องกันท้องไม่พร้อม

แมวตัวเมียสามารถเริ่มตั้งท้องได้ตั้งแต่อายุประมาณ 4 เดือน หากเริ่มเข้าสู่ช่วงเป็นสัดและผสมพันธุ์กับแมวตัวผู้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม แมวส่วนใหญ่มักเริ่มเป็นสัดครั้งแรกในช่วงอายุประมาณ 5–9 เดือน ซึ่งอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ตามสายพันธุ์ น้ำหนัก สุขภาพ และสภาพแวดล้อม แม้แมวอายุยังน้อยและมีรูปร่างเหมือนลูกแมว แต่ก็สามารถตั้งท้องได้แล้ว ดังนั้นบ้านที่เลี้ยงแมวตัวผู้และตัวเมียร่วมกันควรเริ่มแยกแมวตั้งแต่อายุประมาณ 4 เดือน พร้อมปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องช่วงเวลาทำหมันที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการตั้งท้องโดยไม่พร้อม สารบัญเนื้อหา แมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? ปัจจัยที่ทำให้แมวเป็นสัดเร็วหรือช้า สัญญาณว่าแมวเริ่มติดสัด แมวท้องได้ แปลว่าร่างกายพร้อมมีลูกแล้วหรือไม่? แมวผสมครั้งเดียวท้องได้ไหม? 6 ขั้นตอนเตรียมตัวหากสงสัยว่าแมวเพิ่งผสม วิธีสังเกตว่าแมวตั้งท้อง ระยะตั้งท้องของแมว 4 วิธีป้องกันแมวท้องไม่พร้อม วิธีดูแลสุขภาพแมวตั้งท้อง อาหารที่เหมาะสำหรับแม่แมวตั้งท้อง อาการแม่แมวท้องที่ควรรีบพบสัตวแพทย์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอายุและการตั้งท้องของแมว เอกสารอ้างอิง แมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? แมวตัวเมียบางตัวอาจเริ่มเป็ […]

สายพันธุ์และการเลี้ยงแมวแร็กดอลล์ นิสัย ลักษณะ วิธีเลี้ยง และโรคที่ควรรู้

แมวแร็กดอลล์ หรือ Ragdoll เป็นแมวขนาดใหญ่ที่มีจุดเด่นคือขนกึ่งยาวนุ่ม ดวงตาสีฟ้า และนิสัยสงบ เป็นมิตร ชอบอยู่ใกล้เจ้าของ แม้จะดูแลด้านพฤติกรรมไม่ยาก แต่ผู้เลี้ยงควรใส่ใจเรื่องการแปรงขน การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สารบัญเนื้อหา แมวแร็กดอลล์ คืออะไร? ลักษณะของแมวแร็กดอลล์ ขนาดและน้ำหนักของแมวแร็กดอลล์ ราคาเฉลี่ยของแมวแร็กดอลล์ นิสัยของแมวแร็กดอลล์ 4 วิธีเลี้ยงแมวแร็กดอลล์ให้สุขภาพดี โรคและปัญหาสุขภาพที่ควรระวัง บทสรุป คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวแร็กดอลล์ เอกสารอ้างอิง แมวแร็กดอลล์ คืออะไร? แมวแร็กดอลล์เป็นสายพันธุ์แมวที่พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 โดยชื่อ Ragdoll มาจากลักษณะของแมวบางตัวที่ผ่อนคลายร่างกายเมื่อถูกอุ้ม คล้ายตุ๊กตาผ้า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แมวแร็กดอลล์ทุกตัวจะชอบถูกอุ้ม ผู้เลี้ยงจึงควรสังเกตภาษากายและไม่ฝืนจับหากแมวแสดงอาการไม่สบายใจ ลักษณะของแมวแร็กดอลล์ แมวแร็กดอลล์มีโครงสร้างร่างกายค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง และใช้เวลาหลายปีกว่าจะโตเต็มที่ ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ลำตัวยาวและช่วงอกกว้าง กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง ศีรษะทรงลิ่มแบบกว้าง ดว […]

สายพันธุ์และการเลี้ยงบูลด็อก (Bulldog) นิสัยเป็นอย่างไร? วิธีเลี้ยงและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

บูลด็อก (Bulldog) หรือที่บางคนค้นหาว่า “บลูด็อก” เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีใบหน้าสั้น ศีรษะกว้าง ลำตัวแน่น และรอยย่นบริเวณใบหน้า แม้รูปลักษณ์จะดูแข็งแรงและจริงจัง แต่โดยทั่วไปมีนิสัยอ่อนโยน ซื่อสัตย์ และผูกพันกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม บูลด็อกไม่ใช่สุนัขที่ดูแลง่ายทั้งหมด เพราะโครงสร้างหน้าสั้นทำให้เสี่ยงต่อปัญหาการหายใจ ความร้อน ผิวหนัง ดวงตา น้ำหนัก และข้อต่อ ผู้ที่สนใจเลี้ยงจึงควรพิจารณาทั้งนิสัย รูปแบบการใช้ชีวิต และความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ สารบัญเนื้อหา บูลด็อก คือสุนัขพันธุ์อะไร? ลักษณะทั่วไปของบูลด็อก นิสัยของบูลด็อก บูลด็อกเหมาะสำหรับ การออกกำลังกายและการฝึก 3 วิธีการดูแลบูลด็อกอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว โรคและปัญหาสุขภาพที่ต้องระวัง สัญญาณที่ต้องรีบพบสัตวแพทย์ สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนรับบูลด็อกมาเลี้ยง ข้อดีและข้อควรพิจารณาก่อนเลี้ยง บทสรุป คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบูลด็อก เอกสารอ้างอิง บูลด็อก คือสุนัขพันธุ์อะไร? บูลด็อก หรือ English Bulldog เป็นสุนัขขนาดกลางจากประเทศอังกฤษ มีลำตัวเตี้ยแน่น อกกว้าง ขาสั้น ขนสั้น และใบหน้ามีรอยพับ สามารถเลี้ยงในบ้านหรือคอนโด […]