มิถุนายน 6, 2026

หมาเป็นโรคหัวใจ สัญญาณเตือนและวิธีดูแลน้องหมาอย่างถูกต้อง

สุขภาพของสัตว์เลี้ยง

หมาเป็นโรคหัวใจ สัญญาณเตือนและวิธีดูแลน้องหมาอย่างถูกต้อง


หมาเป็นโรคหัวใจแม้จะรักษาโรคนี้ไม่หายขาด แต่การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับยาที่แม่นยำ จะช่วยให้น้องหมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กับเราได้อีกนานหลายปี กุญแจสำคัญคือการ “รู้ไว พบหมอเร็ว” โดยเฉพาะในสุนัขสูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่ง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างของโรคหัวใจ 2 ชนิดหลัก พร้อมวิธีสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นได้เองที่บ้าน เจาะลึกระบบ ACVIM Staging ที่สัตวแพทย์ใช้ประเมินอาการเพื่อวางแผนรักษา ตลอดจนเทคนิคการดูแลเพื่อยืดอายุสุนัข และไขข้อสงสัยเรื่องการออกกำลังกายที่ถูกต้อง เพื่อให้น้องหมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กับเราได้นานที่สุด

โรคหัวใจในสุนัขมีกี่แบบ? ต่างกันอย่างไร?

โรคหัวใจในสุนัขไม่ใช่โรคเดียว ชนิดที่พบมากที่สุดต้องการการดูแลและยาที่แตกต่างกัน การรู้ว่าน้องหมาเป็นชนิดไหนจึงมีผลต่อแผนการรักษาโดยตรง

ชนิด พบในสายพันธุ์ อายุที่พบบ่อย กลไกหลัก อัตราการพบ
โรคลิ้นหัวใจเสื่อม (MMVD) พันธุ์เล็ก: Cavalier King Charles, Poodle, Shih Tzu, Chihuahua, Pomeranian, Maltese 7 ปีขึ้นไป ลิ้นหัวใจไมทรัลเสื่อม ทำให้เลือดไหลย้อนกลับ 70% ของโรคหัวใจสุนัขทั้งหมด
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว (DCM) พันธุ์ใหญ่: Doberman, Great Dane, Boxer, Irish Wolfhound, Labrador 4–6 ปีขึ้นไป (บางพันธุ์พบเร็วกว่า) กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง บีบสูบเลือดได้น้อยลง พบในพันธุ์ใหญ่เป็นหลัก
โรคหัวใจแต่กำเนิด (Congenital)) ทุกสายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีความเสี่ยงสูงกว่า ตั้งแต่แรกเกิด – อายุน้อย ความผิดปกติโครงสร้างหัวใจตั้งแต่กำเนิด พบน้อยมากในสุนัขทั่วไป

ACVIM Staging — ระบบแบ่งระยะโรคหัวใจสุนัข

การแบ่งระยะโรคหัวใจตาม ACVIM Staging (อ้างอิงแนวทางปี 2019) ช่วยให้สัตวแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ โดยมีรายละเอียดสรุปดังนี้ครับ:

  • Stage A (กลุ่มเสี่ยง): สุนัขสายพันธุ์เสี่ยงที่ร่างกายยังปกติ ไม่ต้องรักษา แต่ควรฟังเสียงหัวใจเป็นประจำทุกปี
  • Stage B1 (เริ่มมีรอยโรค): ตรวจพบเสียงฟู่ (Murmur) แต่หัวใจยังไม่โต ยังไม่ต้องกินยา เน้นตรวจติดตามผลทุก 6-12 เดือน และคุมโซเดียมเล็กน้อย
  • Stage B2 (หัวใจเริ่มโต): ลิ้นหัวใจเสื่อมจนหัวใจขยายขนาดขึ้น ต้องเริ่มยา Pimobendan ทันที เพื่อลดภาระหัวใจ และจำกัดโซเดียมระดับปานกลาง
  • Stage C (ภาวะหัวใจล้มเหลว): เกิดน้ำท่วมปอดหรือท้องมาน แสดงอาการไอ หอบเหนื่อย ต้องใช้ยาผสมผสานหลายชนิด และจำกัดกิจกรรมการออกกำลังกาย
  • Stage D (ระยะท้าย/ดื้อยา): อาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยามาตรฐาน ต้องปรับยาให้แรงขึ้น พร้อมดูแลโภชนาการอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อลีบ

ข้อควรจำ: การแยกแยะระยะที่สำคัญที่สุด (โดยเฉพาะ B1 และ B2) ต้องใช้การ X-ray และ Echo เพื่อวัดขนาดหัวใจเท่านั้น ไม่สามารถดูจากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียวได้

หมาเป็นโรคหัวใจ สัญญาณเตือนและวิธีดูแลน้องหมาอย่างถูกต้อง

สัญญาณที่บอกว่าหมาอาจเป็นโรคหัวใจ

โรคหัวใจระยะแรก (Stage B1) มักไม่มีอาการภายนอกให้เห็นและตรวจพบได้จากการฟังเสียงหัวใจ (Murmur) โดยสัตวแพทย์เท่านั้น อาการจะเริ่มชัดเจนเมื่อเข้าสู่ระยะ B2 หรือ C เป็นต้นไป การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ

สัญญาณอันตรายที่ควรพาพบหมอทันที

อาการระยะต้น (สังเกตได้ที่บ้าน) อาการฉุกเฉิน — พาไปหมอทันที
ไอแห้งๆ เรื้อรัง เหมือนจะขากอะไรออก โดยเฉพาะหลังตื่นนอนหรือออกกำลังกาย หอบหนัก หายใจเร็วผิดปกติขณะพักผ่อน (RR > 30 ครั้ง/นาที)
เหนื่อยง่ายกว่าเดิม วิ่งเล่นน้อยลง หยุดพักบ่อยระหว่างออกกำลังกาย ลิ้นหรือเหงือกสีม่วง ซีด หรือขาว (ขาดออกซิเจน)
หายใจเร็วขณะนอนหลับ ท้องยกขึ้นลงแรงกว่าปกติ หมดสติ หรือล้มลงกะทันหัน (Syncope)
ท้องบวมโต ขาบวม (น้ำในช่องท้อง Ascites) ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องนั่งหัวสูงตลอดเวลา
น้ำหนักลดลง กล้ามเนื้อลีบ แม้กินอาหารปกติ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือไม่ปัสสาวะเลย (ภาวะ CHF กระทบไต)

6 วิธีการดูแลสุนัขโรคหัวใจที่บ้าน

การดูแลน้องหมาที่บ้านทุกวันส่งผลดีต่อสุขภาพได้มากพอๆ กับการกินยา! นี่คือ 6 วิธีที่เจ้าของทำได้ทันทีเพื่อลดภาระหัวใจและมอบความสุขให้พวกเขา

1. จับตาสัญญาณ “น้ำท่วมปอด” ด้วยการนับหายใจ (RR)

การนับอัตราการหายใจขณะหลับ (จับเวลา 30 วินาทีแล้วคูณ 2) คือวิธีตรวจจับน้ำท่วมปอดที่เร็วที่สุด หากพบว่าหายใจเกิน 30 ครั้ง/นาที ต้องรีบติดต่อสัตวแพทย์ทันที

2. คุมโซเดียม ลดภาระหัวใจ

โซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและบังคับให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ต้องงดอาหารคน ขนม หรืออาหารรสเค็มเด็ดขาด และวางน้ำสะอาดไว้ให้ดื่มเสมอ

3. คุมน้ำหนักให้เป๊ะ

น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์จะเพิ่มภาระให้หัวใจโดยตรง คุณต้องชั่งน้ำหนักน้องหมาทุกเดือนและให้สัตวแพทย์ช่วยคำนวณปริมาณอาหารให้พอดี

4. ป้อนยาตรงเวลา ห้ามหยุดยาเอง

ยาโรคหัวใจต้องการระดับยาในเลือดที่คงที่สม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้น้องหมาจะดูร่าเริงหรืออาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

5. ขยับตัวอย่างปลอดภัย (เฉพาะระยะ B1-B2)

การเดินช้าๆ ระยะสั้น 2-3 รอบ/วัน ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและคุณภาพชีวิตโดยไม่โหลดการทำงานของหัวใจ แต่ต้องหยุดพักทันที ถ้าน้องหมาเริ่มหอบ เหนื่อย หรือหยุดเดิน

6. พบหมอตามนัดอย่างเคร่งครัด

การประเมินอาการเพื่อปรับขนาดยาตามระยะโรคเป็นสิ่งสำคัญ น้องหมาระยะ B1-B2 ต้องไปตรวจเช็กทุก 6-12 เดือน ส่วนระยะวิกฤต C-D ต้องพบหมอทุก 1-3 เดือน

โภชนาการสำหรับหมาเป็นโรคหัวใจ ปกป้องหัวใจ คุมโซเดียม คุมน้ำหนัก รักษาสมดุลไต

การปรับอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดภาระและยืดอายุขัยให้สุนัขโรคหัวใจ นี่คือ 3 กฎเหล็กทางโภชนาการที่คุณสามารถนำไปใช้ดูแลน้องหมาได้ทันที:

  • ตัดโซเดียม ลดภาระหัวใจ: โซเดียมที่สูงเกินไปทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำจนหัวใจทำงานหนักขึ้น สุนัขระยะ Stage B ขึ้นไปควร งดอาหารคนและขนมเค็มเด็ดขาด ส่วนระยะท้ายต้องควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมปอด
  • รับมือภาวะ “หัวใจพัง ไตเสื่อม” (Cardiorenal Syndrome): เมื่อหัวใจอ่อนแอ ไตมักจะเสื่อมตามมา การเลือกอาหาที่เหมาะสมกับการดูแล ขอแนะนำ Perfecta Dog Veterinary Diet สูตร Renal จึงตอบโจทย์ด้วยการคุมโซเดียม ฟอสฟอรัส และโปรตีนอย่างแม่นยำ พร้อมปรับสมดุลกรด-เบสในเลือด และมีโอเมก้า 3 (EPA/DHA) ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือดและถนอมเซลล์ไตไปพร้อมกัน (ข้อควรระวัง: ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์เท่านั้น เพื่อให้ได้รับระดับโปรตีนที่ปลอดภัยต่อระยะโรค)
  • ความอ้วนคือภาระของหัวใจ: น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์จะบังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดหนักขึ้น คุณต้องปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อคำนวณและตวงปริมาณอาหารให้พอดีกับน้ำหนักตัวและระยะของโรคเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมาเป็นโรคหัวใจ

Q: โรคหัวใจสุนัขรักษาหายได้ไหม?

รักษาไม่หายขาด (ยกเว้นการผ่าตัดที่มีข้อจำกัดสูง) แต่การได้รับยาและการดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดภาระและชะลอความเสื่อมของหัวใจ ซึ่งหากเริ่มรักษาเร็วและมีวินัย น้องหมาจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กับเราได้นานขึ้นอีกหลายปี

Q: หมาไอแห้งๆ เป็นโรคหัวใจเสมอไหม?

ไม่เสมอไป อาการไออาจเกิดจากโรคหลอดลมหรือปอดติดเชื้อได้ แต่หากพบใน “สุนัขพันธุ์เล็กสูงวัย” ที่มีอาการ “ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะตอนตื่นนอนหรือหลังวิ่งเล่น” ถือเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจที่ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อฟังเสียงหัวใจทันที

Q: สุนัขโรคหัวใจออกกำลังกายได้ไหม?

ทำได้แต่ต้องปรับให้พอดีกับระยะของโรค และ “ห้ามออกกำลังกายในสภาพอากาศร้อนเด็ดขาด”

  • Stage B1–B2: เดินเล่นออกกำลังกายระดับปานกลางได้ตามปกติ
  • Stage C: เน้นเดินช้าๆ ระยะสั้นๆ ถ้าเริ่มหอบหรือเหนื่อยต้องหยุดพักทันที
  • Stage D: งดออกกำลังกาย เน้นการพักผ่อนเป็นหลักเพื่อเซฟการทำงานของหัวใจ

Q: MMVD กับ DCM ต้องการการดูแลต่างกันอย่างไร?

การรับมือต้องปรับตามความรุนแรงของโรค:

  • ลิ้นหัวใจเสื่อม (MMVD): โรคจะค่อยๆ ทรุดลงอย่างช้าๆ เน้นการพาไป X-ray และทำอัลตราซาวนด์ (Echo) ทุก 6–12 เดือน สัตวแพทย์จะเริ่มจ่ายยา Pimobendan ทันทีเมื่อเข้าสู่ระยะ B2
  • กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว (DCM): โรคนี้อันตราย ลุกลามไว และมีความเสี่ยง “หัวใจวายเฉียบพลัน (Sudden Death)” สูงมาก! การดูแลจึงต้องเน้นตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ Holter) เพื่อเฝ้าระวังจังหวะหัวใจผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในสายพันธุ์โดเบอร์แมน


เอกสารอ้างอิง


บทความน่าสนใจ

ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญแมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? เช็กวัยติดสัดและวิธีป้องกันท้องไม่พร้อม

แมวตัวเมียสามารถเริ่มตั้งท้องได้ตั้งแต่อายุประมาณ 4 เดือน หากเริ่มเข้าสู่ช่วงเป็นสัดและผสมพันธุ์กับแมวตัวผู้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม แมวส่วนใหญ่มักเริ่มเป็นสัดครั้งแรกในช่วงอายุประมาณ 5–9 เดือน ซึ่งอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ตามสายพันธุ์ น้ำหนัก สุขภาพ และสภาพแวดล้อม แม้แมวอายุยังน้อยและมีรูปร่างเหมือนลูกแมว แต่ก็สามารถตั้งท้องได้แล้ว ดังนั้นบ้านที่เลี้ยงแมวตัวผู้และตัวเมียร่วมกันควรเริ่มแยกแมวตั้งแต่อายุประมาณ 4 เดือน พร้อมปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องช่วงเวลาทำหมันที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการตั้งท้องโดยไม่พร้อม สารบัญเนื้อหา แมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? ปัจจัยที่ทำให้แมวเป็นสัดเร็วหรือช้า สัญญาณว่าแมวเริ่มติดสัด แมวท้องได้ แปลว่าร่างกายพร้อมมีลูกแล้วหรือไม่? แมวผสมครั้งเดียวท้องได้ไหม? 6 ขั้นตอนเตรียมตัวหากสงสัยว่าแมวเพิ่งผสม วิธีสังเกตว่าแมวตั้งท้อง ระยะตั้งท้องของแมว 4 วิธีป้องกันแมวท้องไม่พร้อม วิธีดูแลสุขภาพแมวตั้งท้อง อาหารที่เหมาะสำหรับแม่แมวตั้งท้อง อาการแม่แมวท้องที่ควรรีบพบสัตวแพทย์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอายุและการตั้งท้องของแมว เอกสารอ้างอิง แมวอายุเท่าไหร่ถึงท้องได้? แมวตัวเมียบางตัวอาจเริ่มเป็ […]

สายพันธุ์และการเลี้ยงแมวแร็กดอลล์ นิสัย ลักษณะ วิธีเลี้ยง และโรคที่ควรรู้

แมวแร็กดอลล์ หรือ Ragdoll เป็นแมวขนาดใหญ่ที่มีจุดเด่นคือขนกึ่งยาวนุ่ม ดวงตาสีฟ้า และนิสัยสงบ เป็นมิตร ชอบอยู่ใกล้เจ้าของ แม้จะดูแลด้านพฤติกรรมไม่ยาก แต่ผู้เลี้ยงควรใส่ใจเรื่องการแปรงขน การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สารบัญเนื้อหา แมวแร็กดอลล์ คืออะไร? ลักษณะของแมวแร็กดอลล์ ขนาดและน้ำหนักของแมวแร็กดอลล์ ราคาเฉลี่ยของแมวแร็กดอลล์ นิสัยของแมวแร็กดอลล์ 4 วิธีเลี้ยงแมวแร็กดอลล์ให้สุขภาพดี โรคและปัญหาสุขภาพที่ควรระวัง บทสรุป คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวแร็กดอลล์ เอกสารอ้างอิง แมวแร็กดอลล์ คืออะไร? แมวแร็กดอลล์เป็นสายพันธุ์แมวที่พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 โดยชื่อ Ragdoll มาจากลักษณะของแมวบางตัวที่ผ่อนคลายร่างกายเมื่อถูกอุ้ม คล้ายตุ๊กตาผ้า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แมวแร็กดอลล์ทุกตัวจะชอบถูกอุ้ม ผู้เลี้ยงจึงควรสังเกตภาษากายและไม่ฝืนจับหากแมวแสดงอาการไม่สบายใจ ลักษณะของแมวแร็กดอลล์ แมวแร็กดอลล์มีโครงสร้างร่างกายค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง และใช้เวลาหลายปีกว่าจะโตเต็มที่ ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่ ลำตัวยาวและช่วงอกกว้าง กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง ศีรษะทรงลิ่มแบบกว้าง ดว […]

สายพันธุ์และการเลี้ยงบูลด็อก (Bulldog) นิสัยเป็นอย่างไร? วิธีเลี้ยงและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

บูลด็อก (Bulldog) หรือที่บางคนค้นหาว่า “บลูด็อก” เป็นสุนัขขนาดกลางที่มีใบหน้าสั้น ศีรษะกว้าง ลำตัวแน่น และรอยย่นบริเวณใบหน้า แม้รูปลักษณ์จะดูแข็งแรงและจริงจัง แต่โดยทั่วไปมีนิสัยอ่อนโยน ซื่อสัตย์ และผูกพันกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม บูลด็อกไม่ใช่สุนัขที่ดูแลง่ายทั้งหมด เพราะโครงสร้างหน้าสั้นทำให้เสี่ยงต่อปัญหาการหายใจ ความร้อน ผิวหนัง ดวงตา น้ำหนัก และข้อต่อ ผู้ที่สนใจเลี้ยงจึงควรพิจารณาทั้งนิสัย รูปแบบการใช้ชีวิต และความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ สารบัญเนื้อหา บูลด็อก คือสุนัขพันธุ์อะไร? ลักษณะทั่วไปของบูลด็อก นิสัยของบูลด็อก บูลด็อกเหมาะสำหรับ การออกกำลังกายและการฝึก 3 วิธีการดูแลบูลด็อกอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว โรคและปัญหาสุขภาพที่ต้องระวัง สัญญาณที่ต้องรีบพบสัตวแพทย์ สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนรับบูลด็อกมาเลี้ยง ข้อดีและข้อควรพิจารณาก่อนเลี้ยง บทสรุป คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบูลด็อก เอกสารอ้างอิง บูลด็อก คือสุนัขพันธุ์อะไร? บูลด็อก หรือ English Bulldog เป็นสุนัขขนาดกลางจากประเทศอังกฤษ มีลำตัวเตี้ยแน่น อกกว้าง ขาสั้น ขนสั้น และใบหน้ามีรอยพับ สามารถเลี้ยงในบ้านหรือคอนโด […]